เรื่องประเพณีเข้าอินทขีล

 คือ...การสักการะบูชาเสาหลักเมือง เสาอินทขีลหรือเสาหลักเมืองของเชียงใหม่นี้ ตั้งอยู่ภายในวัดเจดีย์หลวง อำเภอเมือง เชียงใหม่ ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองนา กษัตริย์แห่งราชวงค์มังราย ซึ่งครองอาณาจักรล้านนาไทย
   พระองค์ทรงสร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๕๕ เสาอินทขีลนี้อยู่ในมณฑปจตุรมุขวิหารทางด้านใต้ เสานี้ก่อด้วยอิฐถือปูน และแต่เดิมอยู่ที่วัดสะดือเมือง (หรือวัดอินทขีล) ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอประชุมติโลกราช ข้างศาลากลางหลังเก่า ครั้นต่อมาสมัยพระเจ้ากาวิละครองเมืองเชียงใหม่ ก็ได้ย้ายเสาอินทขีลมาอยู่ที่วัดนี้ และได้บูรณปฏิสังขรขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๓ เสาอินทขีลเป็นเสาหลักเมืองคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ เป็นที่เคารพสักการะและนับถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รวมวิญญาณของชาวเมืองและบรรพบุรุษในอดีต เป็นปูชนียสถานสำคัญของเชียงใหม่
   ในสมัยก่อนได้มีพิธีสักการะบูชาเสาอินทขีลเป็นประจำทุกปี การทำพิธีดังกล่าวนี้ มักจะทำกันในปลายเดือน ๘ เหนือข้างแรมแก่ ๆ ในวันเริ่มทำพิธีนั้นพวกชาวบ้านชาวเมืองทั้งเฒ่าแก่ -หนุ่มสาว ก็จะพากันนำเอาดอกไม้ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มป่อยใส่พานหรือภาชนะไปทำการสระสรงสักกการะบูชา การกระทำพิธีดังกล่าวนี้ มักจะเริ่มทำในวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ เหนือ และเสริจสิ้นเอาเมื่อวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๙ เหนือ เป็นประจำทุกปี จึงเรียกกันว่า " เดือน ๘ เข้า เดือน ๙ ออก " ในระหว่างการทำพิธีนี้ จะมีการจัดให้มีซอพื้นเมือง และมีช่างฟ้อนดาบ ฟ้อนหอกสังเวยเทพยดาอารักษ์ ผี (เสื้อ)บ้าน , ผี (เสื้อ) เมือง
  ในสมัยที่เชียงใหม่ยังมีเจ้าผู้ครองนคร ก่อนที่จะเริ่มทำพิธีเข้าอินทขีลก็จะมีผู้นำเข่งไม้ใบใหญ่ไปขอเรี่ยไรผักปลาอาหารจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ซึ่งทุกคนจะบริจาค ให้ด้วยความเต็มใจ ผักปลาอาหารที่เขามาขอเรี่ยไรไปนั้น ก็เพื่อจะเอาไปปรุงอาหารเป็นเครื่องเซ่นสังเวยเทพยดาอารักษ์ พระเสื้อบ้านเสื้อเมือง (ล้านนา เรียกว่าเชนบ้านเชนเมือง) และกุมภัณฑ์ที่เฝ้ารักษาอินทขีลอยู่นั้น ที่เหลือก็จะเอาเลี้ยงดูผู้ที่ไปร่วมงานด้วย ซึ่งจะมีพวกตามบ้านนอกมานอนค้างอ้างแรมร่วมงานด้วยเครื่องเซ่นสังเวยนี้ นอกจากอาหารที่เก็บมาจากชาวบ้านมาแล้ว ก็มีอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ซึ่งฆ่าสังเวยเป็นตัว ๆ เช่น หมู วัว ควาย ไก่ เป็นต้น

  นอกจากสังเวยเซ่นสรวงแล้ว ก็มีการอัญเชิญผีบ้านผีเมือง เรียกว่า " อาฮักเจ้าหลวงคำเขียว เจ้าหลวงคำแดง มาเข้าทรง และพวกเจ้านายที่เป็นเจ้าผู้ครองนครและญาติวงค์ก็จะถามถึงความเป็นไปของบ้านเมืองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีเหตุเภทภัยประการใดหรือไม่ ฝนฟ้าและข้าวปลาอาหารจะบริบูรณ์ดีหรือไม่ อย่างไร " คนทรง " ( หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า strong>ที่นั่งหรือม้าขี่ของเจ้าพ่อ) ก็จะพยากรณ์ให้ทราบ เมื่อทราบชะตาของบ้านเมืองไม่สู้จะดีนักก็จะมีการทำพิธีทางไสยาศาสตร์แก้ไข เป็นการปัดเป่าให้เบาบางลง ซึ่งเรียกว่ามีการทำพิธีสืบชะตาเมือง ( สืบ คำนี้หมายถึง ต่อ หมายถึง การต่ออายุเมือง ) และก่อนที่จะมีการทำพิธีเข้าอินทขีล ก็มีการเลี้ยงผีปู่ย่าที่ดอยคำก่อนด้วย การทำพิธีดังกล่าวนี้ ในสมัยก่อนได้จัดทำเป็นงานใหญ่และทำกันประจำทุกปี ในสมันเกิดสงครามมหาเอเซียบูรพาพิธีนี้ก็เลิกล้มไป ประเพณีเข้าอินทขีลนี้ ปัจจุบันได้มีการรื้อฟื้นจัดทำประเพณีขึ้นอีก แต่ทำเฉพาะการบูชาเสาอินทขีลเท่านั้น การเข้าทรงและอื่น ๆ นั้นเลิกกันไป ประเพณีเข้าอินทขีลนี้ เป็นประเพณีที่แสดงถึงความสามัคคีของประชาชนพลเมือง ซึ่งจะมีประชาชนทั้งชายหญิงไปร่วมในพิธีนี้ทุกวันจนเสร็จงาน
  สำหรับประวัติความเป็นมาของเสาอินทขีล เท่าที่ปรากฎหลักฐานจากหนังสือตำนานสุวรรณคำแดง (ฉบับพระมหาหมื่น วัดเจดีย์หลวง) ได้กล่าวถึงประวัติประเพณีว่า ในสมัยก่อนโน้น บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่นี้ เป็นที่อยู่ของพวกลัวะ และพวกลัวะที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ถูกผีร้ายมารบกวนต่าง ๆ นานา เป็นที่เดือดร้อนทั่วทั้งเมือง พระอินทร์ทรงเล็งเห็นความเดือดร้อนของพลเมืองก็คิดที่จะช่วยเหลือ โดยบอกให้ชาวเมืองถือศีลรักษาคำสัตย์ บ้านเมืองจึงจะรอดพ้นจากอันตราย ชาวเมืองก็เชื่อฟังและปฏิบัติตาม เมื่อพระอินทร์ทรงเห็นว่า ชาวเมืองมีศีลสัตย์ดีแกล้ว ก็บันดาลให้บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้วเกิดขึ้นในเมือง และให้ชาวเมืองอธิษฐานขอเอาตามความปรารถนา ในสมัยนั้นพวกชาวเมืองมีอยู่ ๙ ตระกูล แบ่งพวกออกเป็น ๓ หมู่ หมู่ละ ๓ ตระกูล คอยอยู่เฝ้ารักษาบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว นั้น พวกลัวะทั้ง ๙ ตระกูลนี้เอง ที่ทำให้ได้ชื่อว่า " เมืองนพบุรี ต่อมาพวกลัวะ ๙ ตระกูลนั้นได้สร้างเวียงสวนดอก และอาศัยอยู่ในเมืองนี้ด้วยความเจริญมาเป็นเวลานาน และต่างก็มีความสงบสุข เพราะมีของทิพย์เกิดขึ้นในบ้านในเมืองของตน บ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์ดี
  ต่อจากนั้น ข่าวความอุดมสมบูรณ์ของเมืองนพบุรีที่มีบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ของทิพย์เกิดขึ้นในเมืองที่เป็นที่เลื่องลือทั่วไปตามบ้านต่าง ๆ ทั้งใกล้เคียงและห่างไกล พวกหัวเมืองต่าง ๆ ที่ได้ข่าวก็จะจัดแต่งรี้พลเป็นกองศึก ยกมาจะชิงเอาบ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว เมื่อชาวเมืองได้ข่าวศึกก็มีความตกใจและขยาดหวั่นเกรงในการศึก จึงนำความไปแจ้งแก่ฤาษีที่มาจำศีลภาวนาอยู่ที่นั่นให้ช่วยเหลือ ฤาษีจึงนำความไปกราบทูลให้พระอินทร์ทรงทราบ พระอินทร์จึงให้เรียกกกุมภัณฑ์ ๒ ตนนั้นมา แล้วให้ไปขุดเอาเสาอินทขีลเล่มกลางใส่สาแหรกเหล็กให้ยักษ์ ๒ ตนหาบลงไปฝังไว้ที่เมืองนพบุรี เสาอินทขีลที่นี้ว่าเดิมอยู่บนสวรรค์ และมีอยู่ด้วยกันหลายเล่ม เล่มที่เอามาฝังที่เมืองนพบุรีนี้ว่าเป็นเล่มกลาง
  ด้วยอิทธิพล อำนาจของเสาอินทขีลนี้เอง บันดาลให้พวกข้าศึกที่ยกกองทัพมาชิงเอาเมืองนพบุรีนั้นกลายเป็นพ่อค้าไปหมด และเมื่อพวกพ่อค้าเหล่านี้เข้าไปในเมืองพวกลัวะชาวเมืองก็ถามว่า ท่านมีความประสงค์ต้องการสิ่งไรหรือ พวกพ่อค้าตอบว่า พวกเรามีความต้องการอยากได้แก้ว เงิน ทอง ในเมืองของท่าน พวกชาวเมืองก็ตอบว่า พวกท่านอยากได้สิ่งใดก็ให้อธิษฐานเอาตามความปรารถนาเถิด ขอแต่ให้ท่านรักษาความสัตย์ ขอสิ่งใดก็จงเอาสิ่งนั้น อย่าได้ละโมภสิ่งอื่นด้วยก็แล้วกัน
  พ่อค้าได้ยินดังนั้นก็มีความดีใจต่างก็ตั้งสัจอธิษฐานบูชาขอแก้ว เงิน ทอง ตามความปรารถนา พวกพ่อค้าได้อธิษฐานขออยู่ทุกปี บางคนก็ทำพิธีบูชาขอเอาตามพิธีการของพวกลัวะ บางคนก็ถือเอาวิสาสะหยิบเอาไปเสียเฉย ๆ ไม่ปฏิบัติบูชา มิหนำซ้ำยังเอาท่อนไม้ ก้อนอิฐ ก้อนดิน และของโสโครกขว้างทิ้งตามบริเวณนั้นและไม่ทำพลีกรรมบวงสรวงเสีย ตั้งแต่นั้นมา บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว ก็เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ไป คนพวกนั้นจะไปขอสิ่งใดก็ไม่ได้ พวกพ่อค้าเหล่านั้นก็เลยขาดลาภ และพากันกลับไปยังบ้านเมืองของตนเสีย
  ครั้งนั้น มีลัวะเฒ่าคนหนึ่งเคยไปสักการะบูชาเสาอินทขีลเสมอ วันหนึ่งก็เอาดอกไม้ธูปเทียนจะไปบูชาเอินทขีล ก็ปรากฎว่ายักษ์สองตนนั้นหามกลับไปบนสวรรค์เสียแล้ว ลัวะผู้เฒ่าคนนั้นมีความเสียใจมาก จึงร้องไห้ร้องห่มต่าง ๆ นานา และจะจากบรรพชิตไปถึอเพศเป็นชีปะขาว บำเพ็ญศีลภาวนาอยู่ใต้ต้นยางนั้น เป็นเวลานานถึง ๒ ปี ก็มีพระเถระเจ้าองค์หนึ่งจาริกมาจากป่าหิมพานต์ มาทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองนี้จะถึงกาลวิบัติ พวกลัวะได้ยินดังนั้นก็มีความเกรงกลัวเป็นอันมาก จึงขอร้องให้พระเถระเจ้าองค์นั้นช่วยเหลือให้พ้นจากภัยพิบัติ พระเถระเจ้าก็รับปากว่าจะช่วยเหลือ และได้ขึ้นไปขอความช่วยเหลือจากพระอินทร์อีก
  พระอินทร์ก็บอกว่า ให้พวกชาวเมืองหล่ออ่างขาง (กะทะใหญ่ทำด้วยเหล็กหล่อ) หนา ๘ นิ้วมือขวาง กว้าง ๔ ศอก ขุดหลุมลึก ๔ ศอก แล้วปั้นรูปสัตว์ทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้อย่างละ ๑ คู่ ปั้นรูปคนทั้งหลายให้ครบร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา ปั้นรูปช้างคู่หนึ่ง ม้าคู่หนึ่ง แล้วเอารูปปั้นเหล่านี้ใส่ลงในกะทะเอาลงฝังในหลุมนั้น แล้วก่ออิฐถมไว้ และให้ก่อเสาอินทขีลจริง ๆ บ้านเมืองจึงจะพ้นภัยพิบัติได้
  พระเถระเจ้าก็นำความมาแจ้งแก่ชาวเมืองให้ทราบ พวกชาวเมืองได้ทราบดังนั้นก็ปฏิบัติตามคำของพระอินทร์ทุกประการ และได้ทำพิธีบวงสรวง สักการะบูชาเสาอินทขีล และรูปกุมภัณฑ์ที่สร้างเทียมไว้นั้น มิได้ขาด บ้านเมืองก็รอดพ้นจากภัยพิบัติและเจริญรุ่งเรืองขึ้น แต่นั้นมาจึงได้มีประเพณีทำพิธีสักการะบูชาเสาอินทขีลตราบกระทั่งทุกวันนี้
  ครั้นต่อมาในสมัยพระเจ้ากาวิละได้ครองเมืองเชียงใหม่ ในวันเสาร์เดือน ๗ (เหนือ) ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีวอกโทศก พุทธศักราช ๑๑๖๒ ( พ.ศ. ๒๓๔๓ ) พระองค์ทรงให้สร้างรูปกุมภัณฑ์และฤาษีไว้ พร้อมกับเสาอินทขีลด้วย

 




 
Time-Date


เว็บน่าสนใจ
สสวท.
SchoolNet
NECTEC
มูลนิธิโทเร
สารานุกรม ไทยฉบับเยาวชน

ข่าว-บันเทิง
<< โทรทัศน์ >>

ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 ไอทีวี

<< หนังสือพิมพ์ >>
<< เช็คเมล์ >>